ขยะพลาสติกล้นทะเล ฝีมือใครกันหนอ?

0
77

ท้องทะเล ชายหาด ใต้น้ำ เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วทุกมุมโลก โดยเฉพาะท้องทะเลไทย ที่ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในจุดหมายที่นักท่องเที่ยวต่างหมายปอง ส่งผลให้ธุรกิจท่องเที่ยวทางทะเล โดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยวดำน้ำ เติบโตได้เป็นอย่างดี

แต่ถ้าว่าจุดขาย และความสวยงามของใต้ท้องทะเลไทย รวมถึงสัตว์ทะเลหายากนั้นกำลังเลือนหายไป จากปัญหาขยะพลาสติกในทะเลที่นับวันก็เพิ่มจำนวนมากขึ้น

จากกรณีปลาวาฬบูรด้า มาจนถึงพะยูนมาเรียม ที่ต้องประสบชาตากรรมอันน่าเศร้า จากการกินขยะพลาสติกจำนวนมากเข้าไป ทำให้กระแสการลดใช้ถุงพลาสติกเริ่มได้รับความสนใจจากคนในวงกว้าง

จากรายงานขององค์กรอนุรักษ์ท้องทะเล ระบุว่า ประเทศในกลุ่มอาเซียนจำนวนไม่น้อยที่ยังคงทิ้งขยะพลาสติกลงทะเล และถือได้ว่ามีปริมาณการทิ้งขยะมากที่สุดในโลก

โดยขยะพลาสติกกว่า 8 ล้านตัน มาจากประเทศจีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และประเทศไทย หากยังไม่มีการแก้ไขจะทำให้ขยะเพิ่มขึ้นอย่างเท่าตัว และอาจส่งผลกระทบต่อสัตว์ทะเลเสี่ยงสูญพันธุ์มากขึ้น

ขณะที่รายงานสถานการณ์สัตว์ทะเลหายากเสี่ยงสูญพันธุ์ จากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) พบว่า เต่าทะเล พะยูน โลมา และวาฬ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ มีแนวโน้มการเกยตื้นเพิ่มขึ้น โดยผลสำรวจ 3 ปีย้อนหลัง พบว่า สัตว์ทะเลเกยตื้นเฉลี่ยปีละ 400 ตัว แบ่งเป็นเต่าทะเล 54% โลมาและวาฬ 41% และพะยูน 5%

ด้านสถิติในช่วงปี 2546-2560 พบสัตว์ทะเลหายากเกยตื้นรวม 3,702 ตัว โดยช่วงที่พบมากสุด คือปี 2560 จำนวน 566 ครั้ง และปี 2559 จำนวน 449 ครั้ง

ขยะพลาสติกที่สร้างความเดิมร้อนให้กับสัตว์ทะเลอาจดูเหมือนจะไกลตัวเรา แต่หารู้ไม่ว่า ขยะพลาสติกที่ถูกทิ้งไม่ว่าจะบนบกหรือในทะเลก็ตามท้ายที่สุดแล้ว มันก็จะไหลลงสู่ท้องทะเลในที่สุด และขยะเหล่านั้นก็จะกลายเป็นอาหารอันไม่พึงประสงค์ของเหล่าสัตว์ทะเลซึ่งจะถูกย่อยและดูซึมในรูปแบบของไมโครพลาสติก และมีสัตว์ทะเลอีกหลายชนิดที่มนุษย์ก็นิยมบริโภคซะด้วย นั้นหมายความว่าไมโครพลาสติกที่อยู่ในตัวสัตว์ทะเลที่เราบริโภคเข้าไปนั้นก็จะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายและเป็นสารก่อมะเร็งชั้นดีเลยทีเดียว

แต่ท้ายที่สุดแล้วการเริ่มต้นจากตัวเราง่ายๆ เช่นการงดรับถูกพลาสติก และการทิ้งขยะลงถัง  รวมถึงการบริหารจัดการขยะส่วนตัว หรือการแยกขยะ และการใช้ซ้ำ ก็จะช่วยลดประมาณพลาสติกได้ไม่น้อยเลยทีเดียว