เครื่องสำอางไทยขึ้นแท่นที่ 3 ของเอเชีย มูลค่า 3 แสนล้าน รองจากเกาหลีใต้ – ญี่ปุ่น

0
377

อุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยโตทะลุ 3 แสนล้านบาท โตกว่า 10% ทุกปี  เป็นผู้ผลิตชั้นนำอันดับ 3 ของเอเชีย รองเกาหลีใต้-ญี่ปุ่น มั่นใจนโยบายอุตฯชีวภาพ ช่วยสกัดสารจากข้าว สมุนไพร ยกระดับเครื่องสำอางไทย

นางลักษณ์สุภา ประภาวัต ประธานคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย กล่าวว่า อุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยได้รับการยอมรับจากทั้งตลาดภายในประต่างประเทศเป็นอย่างมาก มีมูลค่ารวมกว่า 3 แสนล้านบาท มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 10% ทุกปี โดยไทยเป็นผู้ผลิตเครื่องสำอางที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของเอเชีย รองจากประเทศเกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ส่วนอันดับ 4 จะเป็นมาเลเซีย อันดับ 5 อินโดนีเซีย แต่ทั้ง 2 ประเทศนี้มูลค่าการผลิตยังห่างจากไทยอยู่มาก โดยสินค้าของผู้ผลิตไทยจะเป็นการรับจ้างผลิตให้กับแบรนด์ชั้นนำประมาณ 50% และผลิตเป็นแบรนด์ของตัวเอง 50% ซึ่งการผลิตแบรนด์ของตัวเองมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

“มูลค่าอุตสาหกรรมเครื่องสำอางของเก่าหลีใต้ยังสูงกว่าไทยมาก ซึ่งหากตัดผลิตภัณฑ์น้ำหอมออกไป มูลค่าเครื่องสำอางของเก่าหลีใต้จะขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ของโลก เนื่องจากรัฐบาลเกาหลีใต้ให้การสนับสนุนในอุตสาหกรรมนี้มาก ทำให้มีการพัฒนาเติบโตอย่างรวดเร็ว ในส่วนของไทยภาครัฐก็ให้การสนับสนุน มีการพัฒนาสินค้าตลอดเวลา ทำให้อุตสาหกรรมนี้เติบโตได้เร็ว เห็นได้จากเมื่อปี 2550-2551 ไทยมีมูลค่าสินค้าเครื่องสำอางประมาณ 7 หมื่นล้านบาท ภายใน 10 ปีเพิ่มเป็น 3 แสนล้านบาท”

โดยในปัจจุบัน เทรนอุตสาหกรรมเครื่องสำอางโลก จะไปทางสินค้าที่มีส่วนประกอบของสมุนไพร และเป็นสินค้าออแกนิค ทำให้อุตสาหกรรมเครื่องสำอางทั่วโลกหันมามองวัตถุดิบทางฝั่งเอเชียตะวันออกมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของไทย ที่เน้นส่งเสริมอุตสาหกรรมชีวภาพ ผลิตสารสกัดจากวัตถุดิบการเกษตรและสมุนไพรชั้นสูง ซึ่งจะช่วยต่อยอดให้กับอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยได้มาก โดยพื้นที่มีความโดดเด่นในการนำมาสกัดผลิตเป็นเครื่องสำอาง คือ ข้าว และพืชสมุนไพร 20 ชนิด เช่น ขมิ้นชัน และยางพารา ซึ่งยางพารามีสารสกัดในการเพิ่มภูมิต้านทางของผิดหนัง และริ้วรายได้ดี เหมาะกับการผลิตสินค้ามาร์คหน้า

นอกจากนี้ รูปแบบการใช้เครื่องสำอางของไทยก็เปลี่ยนไป ผู้ชายให้ความสนใจใช้เครื่องสำอางเพิ่มขึ้นมาก จนในปัจจุบันเครื่องสำอางสำหรับผู้ชายมีสัดส่วน 30% ของเครื่องสำอางทั้งหมด และขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มบำรุงผิวไปสู่เครื่องสำอางแต่งใบหน้า ทำให้มีการวิจัยสินค้าเฉพาะกลุ่มผู้ชายเพิ่มขึ้น เพราะผิดหนังของผู้ชายต่างจากผู้หญิงจึงมีสูตรการพัฒนาที่ต่างกัน

 ในส่วนของกลุ่มคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย มีสมาชิก 30 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้ เข้ามาช่วยพัฒนา  มีมูลค่าการขายกว่า 2 พันล้านบาท ซึ่งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเติบโตไม่ต่ำกว่า 10% โดยหลังจากที่ขยายตลาดภายในประเทศจนเข้มแข็งแล้ว กรมฯจะช่วยผลักดันออกสู่ตลาดต่างประเทศ โดยจะเน้นในตลาดซีแอลเอ็มวี และเอเชียเป็นหลัก เพราะประเทศเพื่อนบ้านให้ความมั่นใจในเครื่องสำอางทีผลิตจากไทยมาก ทำให้มีความได้เปรียบมากกว่าประเทศอื่น

นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า อุตสาหกรรมเครื่องสำอางมีอัตราการเติบโตที่สูง และยังมีศักยภาพพัฒนาได้อีกมาก ดังนั้น กสอ. จึงได้รวมกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเครื่องสำอางให้เป็นคลัสเตอร์เครื่องสำอาง เพื่อยอระดับมาตรฐานการผลิตไปสู่มาตรฐานระดับโลก รวมทั้ง ยังได้เชื่อมโยงกับองค์กรภายนอก ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเชื่อมโยงทางการค้าอย่างต่อเนื่อง เช่น การเชื่อมโยงกับ ช็อปแชแนล ภายใต้เครือสหพัฒน์ เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดโดยตรงสู่ผู้บริโภค การร่วมกับมหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดหลักสูตรการพัฒนาผู้ประกอบการเครื่องสำอางโดยเฉพาะ และการจัดงานประกวดผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางไทย และการสร้างแบรนด์ TCOS ภายใต้กลุ่มฯ          เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น จนสามารถผลิตสินค้าได้อย่างสร้างสรรค์ มีมาตรฐาน และมีแบรนด์เป็นของตนเอง อีกทั้งยังสามารถสร้างชื่อเสียง สร้างความเชื่อมั่น และการยอมรับในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางของไทยในตลาดสากลมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังได้จัดกิจกรรมแสดงสินค้าเครื่องสำอางไทย “DIP Best Beauty 2019” ในวันนี้ จัดขึ้นเป็นครั้งแรก ระหว่างวันที่ 29 เม.ย. – 3 พ.ค. 2562 เพื่อแสดงศักยภาพของคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย และผู้ประกอบการสมาชิกกลุ่มคลัสเตอร์เครื่องสำอางที่ได้รับการพัฒนาผ่านโครงการของ กสอ. ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ นวัตกรรม และการสร้างตราสินค้า นำมาจำหน่ายในราคาพิเศษ รวมทั้งสิ้น 50 ราย