ปัญหา “ผีน้อย” แก้ที่ต้นเหตุแล้วหรือยัง?

0
147

หลังจากที่เกิดปัญหา และเป็นกระแสมาระยะหนึ่งแล้ว สำหรับกรณีแรงงานผิดกฎหมายไทยที่หลบหนีเข้าไปทำงานในประเทศเกาหลีใต้ หรือที่เรียกกันว่า “ผีน้อย” จนส่งผลให้มีการตรวจสอบจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของเกาหลีใต้อย่างเข้มงวด จนบ้างครั้งมีการปฏิเสธให้นักท่องเที่ยวไทยเข้าประเทศ และผลักดันให้กลับประเทศต้นทางในทันที

จากข้อมูลของกระทรวงแรงงานไทย พบว่าคนไทยที่อยู่ในประเทศเกาหลีใต้มีจำนวนทั้งสิ้น 165,854 คน เป็นการพำนักอยู่อย่างถูกกฎหมาย 22,685 คน คิดเป็น 14% พำนักอยู่อย่างผิดกฎหมาย 143,169 คน คิดเป็น 86% เป็นแรงงานที่มีวีซ่าทำงาน 25,243 คน เป็นแรงงานที่จัดส่งโดยรัฐตามระบบการจ้างแรงงานต่างชาติ (EPS) จำนวน 21,021 คน โดยมีโควต้าจัดส่ง 5,000 คนต่อปี ทำงานในภาคการผลิต ก่อสร้าง เกษตรกรรม ซึ่งในปี 2561 มีการจัดส่งจำนวน 6,203 คน และปี 2562 (ม.ค.-เม.ย.62) จำนวน 1,642 คน

อีกรายงานหนึ่งระบุว่าเกาหลีใต้มีจำนวนแรงงานผิดกฎหมายทั้งสิ้นราว 310,000 คน โดยเป็นแรงงานผิดกฎหมายที่เป็น “ชาวไทย” มากกว่า 100,000 คน หรือมากกว่าหนึ่งในสามของแรงงานที่เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายทั้งหมด

อีกด้านหนึ่งคือนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปยังประเทศเกาหลีใต้นั้น ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวจากประเทศไทย เนื่องจากความนิยมในวัฒนธรรม หรือแม้แต่ความชื่นชอบในศิลปิน ดารา และ idol เกาหลี ซึ่งคาดว่าในปี 2561 ที่ผ่านมามีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางไปเที่ยวในประเทศเกาหลีใต้ไม่น้อยกว่า 5.4 แสนคน

ขอบคุณภาพประกอบจาก : สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

ทำไมคนไทยต้องการทำงานที่เกาหลีใต้

แน่นอนว่าปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจ และความต้องการทำงานที่เกาหลีแบบผิดกฎหมาย คงหนีไม่พ้นเรื่องของค่าตอบแทนที่สูง ซึ่งงานที่ผีน้อยนิยมทำกันมากก็จะอยู่ในกลุ่มอุตสหกรรมการเกษตร เช่น ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ เก็บเกี่ยวพืชผักผลไม้ ซึ่งจะรายได้ประมาณ 55,844 บาทต่อเดือนเป็นอย่างน้อย และยังมีผีน้อยอีกจำนวนหนึ่งที่เลือกทำงานที่แฝงการขายบริการทางเพศ ซึ่งจะมีรายได้ราว 60,000 – 150,000 บาทต่อเดือน

หากย้อนดูปัจจัยภายในประเทศของไทย ที่ส่งผลให้คนไทยจำนวนหนึ่งเลือกที่จะเดินทางออกไปทำงานยังต่างประเทศ ส่วนหนึ่งก็มาจากปัญญาความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่มีช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนสูง ซึ่งถือเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างของไทย ทำให้คนไทยจำนวนหนึ่งพยายามที่จะมีชีวิต และรายได้ที่ดีขึ้น การเดินทางไปยังต่างประเทศที่มีค่าตอบแทนสูงกว่าจึงเป็นคำตอบสำหรับพวกเขา

ไทยเร่งแก้ปัญหาผีน้อย หลังคนไทย 300 คนถูกกักตัวและส่งกลับประเทศ

หลังจากปัญหาผีน้อยถูกสั่งสมมาเป็นเวลานาน ประกอบกับกรณีที่คนไทยกว่า 300 คน ถูกกักตัวและส่งกลับไทยนั้น ทำให้พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมของแรงงานที่จะเดินทางไปใหม่ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันการถูกหลอกลวงไปทำงาน ในเบื้องต้นได้มีแผนรองรับคนไทยที่จะเดินทางกลับจากเกาหลีใต้ และเตรียมการบริหารจัดการแรงงานไทยไปเกาหลีใต้ ใน 3 ประเด็น คือ

1) รับแรงงานที่กลับประเทศ โดยกรมการจัดหางานได้จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือแรงงานไทยที่เดินทางกลับจากเกาหลีใต้ ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมือง ศูนย์บริการจัดหางานเพื่อคนไทย (กทม.) สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด จัดอัตรากำลังเจ้าหน้าที่เพิ่ม ณ ด่านตรวจคนหางานสุวรรณภูมิและดอนเมือง

2) เพิ่มประสิทธิภาพการจัดส่งแรงงานไทยเข้าไปทำงานในเกาหลีใต้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยดำเนินการลงทะเบียนผู้มีความประสงค์จะฝึกอบรมภาษาเกาหลีกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ณ สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครทั้ง 10 เขต และสำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานตำรวจแห่งชาติแจ้งลดระยะเวลาการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม (C.I.D) จาก 30 วัน เป็นไม่เกิน 10-15 วันทำการ และเจรจากับ KRD Korea ขอเพิ่มโควตาในการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานในเกาหลีใต้ภายใต้โครงการ EPS จากเดิม 5,000 คน เพิ่มเป็น 15,000 คน ขอขยายอายุของแรงงานไทยจากเดิมไม่เกิน 39 ปี เป็นไม่เกิน 45 ปี ขอให้แรงงานหญิงเข้าไปทำงานมากขึ้น ตลอดจนขอขยายระยะเวลาการทำงานจากเดิม 9 ปี 8 เดือน เป็น 14 ปี

3) ป้องกัน การลักลอบไปทำงานในเกาหลีใต้  โดยประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ตรวจสอบสกัดกั้นคนหางาน ซึ่งตั้งแต่เดือนกันยายน 2561 – 25 เมษายน 2562 ตรวจสอบจำนวน 3,784 คน ระงับการเดินทางผู้มีพฤติกรรมลักลอบไปทำงาน 2,758 คน (ร้อยละ 72.89) ไม่ระงับการเดินทาง 1,026 คน (ร้อยละ 27.11) ดำเนินคดี สาย/นายหน้า จำนวน 24 ราย 18 คดี 

ส่วนของมาตรการเร่งด่วนที่ได้ดำเนินการมี 3 มาตรการได้แก่

1. มาตรการสร้างการรับรู้ โดยหารือกับกระทรวงการต่างประเทศเพื่อประชาสัมพันธ์ ให้แรงงานไปทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มาตรการบังคับใช้กฎหมาย โดยประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการเดินทางไปทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายและบทลงโทษกรณีที่ลักลอบไปทำงาน ขึ้นบัญชีดำบริษัทและสาย/นายหน้าที่หลอกลวงและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ป้องกันและตรวจเข้มเพื่อสกัดกั้นการลักลอบไปทำงานที่สนามบิน 

2. มาตรการยับยั้ง โดย จัดชุดเฝ้าระวังและตรวจสอบอย่างเข้มงวดที่ด่านตรวจคนหางานสุวรรณภูมิ และดอนเมือง ตลอดจนจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจ หรือสายสืบออนไลน์ เฝ้าระวัง ตรวจสอบ และประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารตลอดจนแจ้งเตือนคนหางานมิให้หลงเชื่อคำโฆษณาหรือคำกล่าวอ้างของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่โพสต์ข้อความหรือรูปภาพชักชวนให้ลักลอบไปทำงานในต่างประเทศอย่างผิดกฎหมายผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ 

 3. มาตรการบังคับใช้กฎหมาย โดยประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการเดินทางไปทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายและบทลงโทษกรณีที่ลักลอบไปทำงาน ขึ้นบัญชีดำบริษัทและสาย/นายหน้าที่หลอกลวงและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ป้องกันและตรวจเข้มเพื่อสกัดกั้นการลักลอบไปทำงานที่สนามบิน มีผลการดำเนินการสกัดกั้นคนหางาน 

คำถามคือ…..แนวทางเหล่านี้ที่รัฐได้ออกมาตราการมาแก้ปัญหาได้ตรงจุดแล้วหรือยัง?

เพราะต้องเข้าใจประการหนึ่งว่าต้นเหตุของปัญหาของแรงงานผิดกฎหมายเหล่านี้คือความต้องการค่าแรงที่สูง แล้วในประเทศไทยล่ะ… สามารถให้ค่าตอบแทนที่สูงเช่นนั้นได้หรือยัง แน่นอนคำตอบคือยัง ฉะนั้นการแก้ปัญหาที่แท้จริงรัฐคงต้องลงลึกและวิเคราะห์ปัญหาจริงจังอย่างลึกซึ้ง ลดความเหลื่อมล้ำรายได้และสังคม แก้ปัญหาความยากจน เร่งกระจายรายได้ เพิ่มโอกาสการสร้างงาน และโอกาสทางรายได้ที่เพียงพอต่อความต้องการ เมื่อปัจจัยภายในประเทศพร้อมที่จะส่งเสริมให้ทุกคนในประเทศมีโอกาสทางรายได้มากขึ้นแล้ว ปัญหาแรงงานไทยเข้าไปทำงานอย่างผิดกฎหมายคงเบาบางลง แต่ต้องยอมรับว่าปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างความเหลื่อมล้ำทางสังคมนั้นคงใช้เวลาแก้ปัญหาไม่น้อย แต่หากการวางนโยบายที่ถูกต้อง และการดำเนินการอย่างจริงจริงความหวังที่จะแก้ปัญหาก็เป็นไปได้เสมอ


แหล่งข้อมูล :
http://english.chosun.com/site/data/html_dir/2018/08/23/2018082301589.html
กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน
องค์กรส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี ประจำประเทศไทย (เคทีโอ)